คลังความรู้ด้านความปลอดภัย Safety Shoe Safety Knowledge Center's Archiver

P&T Hosting Co., Ltd. :: บริการ | จดโดเมนเนม | เว็บโฮสติ้ง | VPS | Co-location |

siamsafetyplus กระทู้เมื่อ 2009-10-3 12:43

ความร้อนกับการทำงาน

[color=#2b2b2b]ความร้อนเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวันและในการทำงานมนุษย์รับรู้ได้โดยการสัมผัสพลังความร้อนที่อยู่ใกล้วัตถุจะอยู่ในรูปของพลังงานจลน์ของโมเลกุลของวัตถุนั้นเมื่อวัตถุได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นโมเลกุลของมันจะเคลื่อนไหวเร็วขึ้นพลังงานความร้อนสามารถเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานรูปอื่นได้และความร้อนสามารถถ่ายเทระหว่างคน และสิ่งแวดล้อมในรูปของการนำความร้อนการพาความร้อน การแผ่รังสีความร้อนการระเหยและการเผาผลาญความร้อนจากกระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism)

[b]ความร้อนในการทำงาน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1. ความร้อนแห้ง [/b]เป็นความร้อนที่เล็คลอดจากอุปกรณ์ในกรรมวิธีการผลิตที่ร้อน และมักจะอยู่รอบๆ บริเวณที่ทำงาน

[b]2. ความร้อนชื้น[/b] เป็นสภาพที่มีไอน้ำ เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศซึ่งเกิดจากกรรมวิธีผลิตแบบเปียก

แหล่งกำเนิดความร้อนในอุตสาหกรรมมักเกิดมาจากเตาหลอม เตาเผา เตาอบ หม้อไอน้ำและบางครั้งเกิดจากในขบวนการผลิตซึ่งมีผลต่อผู้ปฏิบัติงานหรือคนงานที่ต้องทำงานในบริเวณใกล้เคียง

[b]กลไกของร่างกายในการควบคุมความร้อน

[/b]โดยปกติร่างกายของมนุษย์มีอุณหภูมิปกติอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หรือ 98.6องศาฟาเรนไฮต์ซึ่งควบคุมโดยศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่สมองส่วนไฮโปธารามัสซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการระบายความร้อนโดยต่อมเหงื่อการถ่ายเทความร้อนของร่างกายมีทั้งการนำ การพา และการแผ่รังสีความร้อนการถ่ายเทความร้อนของร่างกายจะดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น กระแสลมจะช่วยให้มีการพาความร้อนได้ดีในบรรยากาศที่มีความชื้นน้อย ทำให้การระเหยของเหงื่อจากร่างกายจะทำได้มากและการที่ร่างกายคนงานต้องทำงานในที่ที่มีอุณหภูมิสูงการระบายความร้อนจากบรรยากาศจะถูกพาเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์มากกว่าที่ร่างกายจะสามารถระบายความร้อนออก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพร่างกายโดยปกติร่างกายจะได้รับความร้อนจาก 2 ทาง

[b]1. พลังงานเมตาบอลิซึมระหว่างการทำงาน[/b] เกิดจากการเผาผลาญในร่างกาย

[b]2. พลังงานความร้อน [/b]เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ในกระบวนการผลิต)

[b]องค์ประกอบหรือปัจจัยที่สำคัญของความร้อนที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน

[/b]ประกอบด้วย

1. ความชื้นของอากาศ

2. ความเร็วลม

3. การแผ่รังสีความร้อน

4. ที่ตัวคนงาน ได้แก่

- ชนิดของเสื้อผ้า

- เพศชายหรือหญิง

- โรคประจำตัว

- การปรับตัวของคนงานให้เข้ากับความร้อนและรวมถึงสภาพการทำงาน

- รูปร่าง (อ้วนหรือผอม)

- อายุ

[b]ประเภทอุตสาหกรรมที่เลี่ยงต่อความร้อนในการทำงาน

[/b]1. โรงงานประเภทหล่อโลหะ, หลอมโลหะ, ถลุงโลหะ และรีดโลหะ

2. โรงงานทำแก้ว, เซรามิค

3. โรงงานทำขนม/อาหาร ที่ต้องใช้เตาเผา หรือเตาอบ

4. โรงงานฟอกหนัง

5. โรงงานเคลือบดินเผา

6. โรงงานทำยาง

7. โรงงานทำกระดาษ

8. โรงงานทำซักรีด

9. โรงงานทำสีย้อมผ้า

10. งานเหมืองใต้ดิน หรือลักษณะที่ใกล้เคียงกัน (ในอุโมงค์และในถ้ำ)

11. ช่างเครื่อง หรือบุคคลอื่นที่ทำงานอยู่ใต้ท้องเรือ หรือทำงานในบริเวณที่อับอากาศ

12. คนงานก่อสร้าง กลุ่มชาวนา ชาวสวน และชาวไร่ หรืองานที่ต้องทำงานในที่โล่งแจ้ง และได้รับแสงอาทิตย์โดยตรง

[b]อันตรายและผลกระทบต่อสุขภาพคนงานที่ทำงานในที่ร้อน

[/b]เมื่อร่างกายได้รับความร้อน หรือสร้างความร้อนขึ้น จึงต้องถ่ายเทความร้อนออกไปเพื่อรักษาสมดุลย์ของอุณหภูมิร่างกาย ซึ่งปกติอยู่ที่ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์หรือ 37 องศาเซลเซียสถ้าร่างกายไม่สามารถรักษาสมดุลย์ของระบบควบคุมความร้อนได้จะเกิดความผิดปกติและเจ็บป่วย ลักษณะอาการและความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น พอสรุปได้ดังนี้

[b]1. การเป็นตะคริวเนื่องจากความร้อน (Heat Cramp)

[/b]ร่างกายที่ได้รับความร้อนมากเกินไป จะสูญเสียน้ำ เกลือแร่ไปกับเหงื่อทำให้กล้ามเนื้อเสียการควบคุม เกิดอาการเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง

[b]2. เป็นลมเนื่องจากความร้อนในร่างกายสูง (Heat Stroke)[/b]ทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายที่สมองไม่สามารถทำงานปกติ จะนำไปสู่อาการคลื่นไส้ ตาพร่า หมดสติ ประสาทหลอน โคม่า และอาจเสียชีวิตได้

[b]3. การอ่อนเพลียเนื่องจากความร้อน (Heat Exhaustion)[/b]เนื่องจากระบบหมุนเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เต็มที่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นลม หน้ามืด ชีพจรเต้นอ่อนลงคลื่นไส้ อาเจียน ตัวซีด

[b]4. อาการผดผื่นขึ้นตามบริเวณผิวหนัง (Heat Rash)[/b] เกิดจากความผิดปกติของระบบต่อมเหงื่อทำให้ผื่นขึ้น เมื่อมีอาการคันอาจมีอาการคันอย่างรุนแรงเพราะท่อขับเหงื่ออุดตัน

[b]5. การขาดน้ำ (Dehydration) [/b]เกิดอาการกระหายน้ำ ผิวหนังแห้ง น้ำหนักลด อุณหภูมิสูง ทำให้ชีพจรเต้นเร็ว รู้สึกไม่สบาย

[b]6. โรคจิตประสาทเนื่องจากความร้อน (Heat Neurosis)[/b]เกิดจากการสัมผัสความร้อนสูงจัดเป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการวิตกกังวลไม่มีสมาธิในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงผลทำให้นอนไม่หลับและมักเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน

[b]7. อาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

8. อาจเพิ่มอาการเจ็บป่วยมากขึ้น [/b]ในกรณีที่มีอันตรายจากสิ่งแวดล้อมอื่นร่วมด้วย

[b]หลักการป้องกันและควบคุมอันตรายจากความร้อนในสถานประกอบการ

[/b]หลักทั่วไปในการป้องกันและควบคุมอันตรายในการทำงานสัมผัสกับความร้อนมีหลักใหญ่ๆ 3 ข้อ ดังนี้

1. การป้องกันและควบคุมที่แหล่งกำเนิดของความร้อน

2. การป้องกันและควบคุมความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

3. การป้องกันที่ตัวคนงาน

[b]1.หลักการป้องกันและควบคุมที่แหล่งกำเนิดของความร้อนเน้นถึงหลักการที่พยายามจะลดปริมาณความร้อนที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดให้มากที่สุด ได้แก่

- การใช้ฉนวน (Insulator)[/b] หุ้มแหล่งกระจายความร้อน เช่น หุ้มท่อน้ำร้อน แทงค์น้ำร้อน และหม้อไอน้ำ ซึ่งเป็นการลดการแผ่รังสีความร้อน และการพาความร้อน

[b]- การใช้ฉากป้องกันรังสี (Radiation Shieding)[/b]โดยใช้ฉากอลูมิเนียมบางๆ (Aluminium foil)กั้นระหว่างแหล่งกำเนิดความร้อนและคนงานเป็นวิธีการที่ง่ายและใช้กันโดยทั่วไปโดยเฉพาะในโรงงานเตาหลอมที่อุณหภูมิสูงๆ

[b]- การใช้ระบบระบายอากาศแบบธรรมชาติ[/b] [b](Natural Ventilation)[/b]ปกติอากาศร้อนจะมีลักษณะเบา และลอยตัวสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรเปิดช่องว่างบนหลังคาให้มากที่สุดขณะเดียวกันระดับพื้นดินก็ควรจะเปิดประตูหน้าต่างหรือเปิดโล่งให้ลมเย็นพัดเข้ามาแทนที่และทิศทางของลมควรจะพัดเข้าสู่ตัวคนงานก่อนที่จะถึงแหล่งกำเนิดความร้อนพื้นที่ในการทำงานควรจะจัดให้กว้างพอเพื่อให้อากาศถ่าเทได้สะดวก

[b]- การระบายอากาศเฉพาะที่ (Local Ventilation)[/b]ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการพาความร้อนถ้าอากาศที่ร้อนจัดถูกพามาสู่คนงานมากเกินไปเราอาจคำนวณและออกแบบระบบดูดอากาศเฉพาะบริเวณนั้นออกไปแล้วนำอากาศที่เย็นกว่าเข้าแทนที่ซึ่งจะต้องเป็นอากาศที่บริสุทธิ์ด้วย

[b]2. การป้องกันและควบคุมความร้อนจากสิ่งแวดล้อม [/b]

ในการระบายความร้อนโดยดำเนินการจากสภาพแวดล้อมในการทำงานสามารถดำเนินการจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน สามารถดำเนินการได้โดยทั่วไป มี2วิธี

[b]- การออกแบบและสร้างอาคารให้มีระบบระบายอากาศที่ดี[/b]เช่นการจัดรูปแบบโครงสร้างที่สามารถถ่ายเทความร้อนระหว่างภายในและภายนอกอาคารธรรมชาติของอากาศร้อนจะถูกพาไปสู่เบื้องบนแล้วอากาศที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าจะไหลเข้ามาแทนที่

[b]- การเป่าอากาศเย็นที่จุดที่ทำงาน[/b]ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการออกแบบหรือวิธีการอื่นถ้าหากความร้อนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการพาอย่างเดียวสามารถที่จะเป่าอากาศที่เย็นกว่าเข้าไปทดแทนหรือชดเชยที่ตำแหน่งคนงานที่ทำงานร้อนอยู่

[b]3. การป้องกันที่ตัวคนงาน[/b]โดยทั่วไปแล้วการป้องกันและควบคุมที่จุดต้นกำเนิดความร้อนในบางครั้งในทางปฏิบัติอาจจะทำได้ยาก ดังนั้นการป้องกันที่ตัวคนงานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีหลักการ ดังนี้

[b]    1. การพิจารณาคัดเลือกคนงานที่ทำงานเกี่ยวกับความร้อนให้เหมาะสม [/b]โดย
  
        - เลือกคนที่เหมาะสม เช่น คนหนุ่มจะแข็งแรงกว่าคนแก่ คนผอมจะทนต่อความร้อนได้ดีกว่าคนอ้วน

       - ไม่เลือกคนที่เป็นโรคท้องเสียบ่อยๆและดื่มสุราเป็นประจำเพราะทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

        - ให้คนงานใหม่คุ้นเคยกับการทำงานที่มีภาวะแวดล้อมที่ร้อนเสียก่อน แล้วจึงให้ทำงานประจำ

[b]    2. จัดหาน้ำเกลือ[/b]ที่ความเข้มข้น 0.1% ซึ่งทำได้จากการผสมเกลือแกง 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตรให้คนงานที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่ร้อน โดยให้ดื่มบ่อยครั้งครั้งละประมาณน้อยๆ

    [b]3. จัดหาน้ำดื่มที่เย็น [/b](อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส) และตั้งอยู่ในสถานที่ใกล้จุดที่ทำงาน

    [b]4. ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล [/b]ที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น เสื้อ หรือชุดเสื้อคลุมพิเศษที่มีคุณสมบัติกันความร้อนเฉพาะ

[b]    5. สวัสดิการอื่นๆ [/b]เช่น ห้องปรับอากาศสำหรับพักผ่อน ห้องอาบน้ำ เป็นต้น

[b]    6. บางลักษณะงาน[/b] อาจจำเป็นต้องจำกัดระยะเวลาการทำงาน เพื่อลดระยะเวลาที่จะสัมผัสกับความร้อนน้อยลง[/color]

หน้า: [1]

Powered by Discuz! Archiver 7.0.0  © 2001-2009 Comsenz Inc.